วิ่งยังไง ให้เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด? สำหรับมือใหม่

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาบอกวิธี วิ่งยังไง ให้เผาผลาญไขมันดีที่สุด ตอนนี้มีบางคนใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบยังผิดๆถูกๆอยู่นาน สุดท้ายถ้ามีวิธีลดที่ถูกต้องก็จะสามารถลดได้ หนึ่งในทฤษฎีที่ผมเคยได้ยินนะครับก็คือทฤษฎีที่บอกว่า ถ้าเราออกกำลังกายไม่ถึง 30 นาที ร่างกายจะไม่ดึงไขมันมาใช้เลย เราต้องวิ่งให้เกิน 30 นาที นาทีที่ 31 เป็นต้นไป ร่างกายจึงจะเอาไขมันออกมาใช้ แล้วตอนแรกทุกก็จะเชื่อด้วย แล้วจะทำให้ตอนอ้วนนั้น มีความรู้สึกท้อเพราะมันใช้เวลาที่นานสำหรับคนอ้วน เพราะคิดว่าไม่น่าจะวิ่งได้ ผมจึงศึกษาทฤษฎีนี้แล้วได้ผลรับออกมาว่ามันไม่ใช่เลย

วิ่งยังไง

แท้ที่จริงแล้วร่างกายมนุษย์เราจะใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักอยู่แล้วแล้วก็มีการเอาไขมันมาใช้ตั้งแต่นาทีแรกที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว เราลองนึกภาพตามนะครับ อย่างเช่น ถ้ามีคน 2 คนอยากจะลดน้ำหนัก คนแรกคุมอาหารอย่างเดียวเลย คนที่ 2 คุมอาหารเหมือนกันเป๊ะ แล้วออกกำลังกายด้วยวันละ 30 นาที ถามว่าผ่านไป 2 เดือน ระหว่างคนที่คุมอาหารอย่างเดียว กับ คนที่คุมอาหารแล้วออกกำลังกายด้วย 30 นาที ใครน่าจะลดไขมันได้ดีกว่ากัน คำตอบก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้วว่า ก็ต้องเป็นคนที่ทั้งคุมอาหารแล้วก็ทั้งออกกำลังกาย 30นาที ด้วย อยู่แล้ว เพราะถ้าจะบอกว่าการออกกำลังกาย 30 นาที ร่างกายไม่เอาไขมันมาใช้เลย ไม่จริงแน่นอนครับ ยังไงการออกกำลังกายมันดีกว่าการไม่ออกอยู่แล้วครับ และร่างกายเอามาใช้ตั้งแต่นาทีแรกด้วย

ผมจะอธิบายแบบนี้นะครับ ก็คือ ร่างกายคนเราเนี่ยจะเก็บพลังงานไว้ 2 ส่วน หลักๆเลยนะครับ เราแบบง่ายๆก็คือ

วิ่งยังไง

 

  • ส่วนแรก คือคาร์โบไฮเดรต ร่างกายคนเราจะเก็บคาร์โบไฮเดรตไว้ในกล้ามเนื้อ
  • ส่วนที่สอง ก็คือไขมัน ร่างกายก็จะเก็บไขมันไว้ในเซลล์ไขมัน

โดยธรรมชาติของร่างกายมนุษย์แล้วนั้น ร่างกายของเราจะพยายามใช้ไขมันเป็นหลักอยู่แล้วครับ แต่ประเด็นคือ ไขมันนี้จะเปลี่ยนมาเป็นพลังงานได้ช้า ถ้าเราใช้พลังงานไม่เยอะ ไขมันจะเปลี่ยนมาเป็นพลังงานได้ทัน มันก็จะใช้ไขมันล้วนๆ อยู่แล้ว เช่น เรานั่งดูทีวี นั่งเล่นคอมพิวเตอร์ พวกนี้จะใช้พลังงานไม่เยอะ แล้วจะใช้ไขมันเป็นหลัก

แต่ถ้าเกิดเรามีการลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแล้ว หรือต้องใช้พลังงานมากขึ้นแล้ว ร่างกายจะเปลี่ยนมาใช้ไขมันไม่ทัน ร่างกายจะไปเอาคาร์โบไฮเดรตในกล้ามเนื้อมาใช้แทนครับ เพราะคาร์โบไฮเดรตสามารถเปลี่ยนมาเป็นพลังงานได้เร็วกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไปเดินใช้พลังงานไม่มากร่างกายก็จะดึงพลังงานจากไขมันมาเยอะ แล้วจะใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตแค่เล็กน้อย แต่ถ้าพอเราเริ่มมีการวิ่งแล้วหรือวิ่งไวขึ้นแล้วก็จะใช้พลังงานเยอะขึ้น ร่างกายก็จะใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นครับและใช้พลังงานจากไขมันลดลงก็ร่างกายเราเปลี่ยนไม่ทัน และยิ่งถ้าเราวิ่งเร็วมากๆ ต้องการพลังงานเยอะๆนะครับ ตรงนั้นส่วนใหญ่แล้วพลังงานก็จะมาจากคาร์โบไฮเดรตมาจากกล้ามเนื้อเป็นหลักนะครับ และมาจากไขมันได้น้อยลง

ถ้าดูจากภาพแล้วจะเห็นภาพได้ชัดเจนนะครับ

วิ่งยังไง

แน่นอนว่าถ้าพอเห็นรูปนี้แล้ว มันก็จะมาพร้อมกับทฤษฏีที่พร้อมกับว่าการเดินเป็นการเผาผลาญไขมันที่ดีที่สุดคุณคงจะเคยได้ยินกันมาแล้วใช่ไหม

คำว่าเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด คือใช้สัดส่วนพลังงานจากไขมันได้เยอะที่สุด ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง แต่คุณอย่าลืมนะครับ สัดส่วนมันเยอะที่สุดก็จริง แต่พลังงานรวมที่มันใช้ทั้งหมดมันน้อยมาก ผมจะอธิบายง่ายๆให้เข้าใจนะครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณไปเดิน 1 ชั่วโมง กับ วิ่ง 1 ชั่วโมง

ภาพรูปเราจะเห็นถึงอัตราส่วนการใช้ไขมันจะลดลงแต่พลังงานโดยรวมมันจะเยอะ เพราะฉะนั้นมันจะเผาพลาญโดยรวมได้เยอะขึ้นและเผาผลาญไขมันได้เยอะขึ้นด้วย

เพราะถ้าถามว่าออกกำลังแบบไหนที่จะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด ผมแนะนำว่า ออกกำลังกายแบบวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆให้เรารู้สึกหอบนิดๆนะครับ อาจจะไม่ต้องขึ้นขั้นมีนาฬิกามาวัดว่าหัวใจโซนนั้น โซนนี้ ในบางทีเราอาจจะเอาไปทำจริงๆได้ยาก ให้เอาเป็นความรู้สึกของตัวเราเลยนะครับว่า ถ้าเราวิ่งความเร็วขนาดนี้และเราหอบนิดๆ นั่นกำลังดีครับ สำหรับมือใหม่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นผมว่านะครับ  วิ่งยังไง ว่าเราไม่ต้องซีเรียสมากนะครับว่าออกกำลังกายแบบไหนดี เพราะบางคนไปศึกษาทฤษฏีเยอะแยะแล้วก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี เพราะเรื่องแบบนี้บางทีทฤษฏีมันเยอะนะครับ เอาเป็นว่า เลือกการออกกำลังกายที่เราชอบ ที่เรามีความสุข และทำได้บ่อยๆ ครับเพราะ ยังไงออกก็ดีกว่าไม่ออกอยู่แล้วครับ อย่ามัวแต่คิดเยอะเลือกเยอะจนไม่ได้ทำนะครับ เลือกทำสักวิธีใดวิธีหนึ่งนะครับ แล้วเราจะมีความสุขกับการทำ รวมไปถึงประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักในการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยนะครับ

 

 

 

ภาพถ่ายน่าเหลือเชื่อ ที่ถูกพบในกล้องที่สาบสูญ

สวัสดีครับ วันนี้เราจะชวนมาดู 5 ภาพถ่ายน่าเหลือเชื่อ ที่ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าจะไม่ได้เห็นกันแล้ว เพราะเนื่องจากว่า คิดว่าจะไม่พบกล้องที่หายสาบสูญไป แต่สุดท้ายแล้วก็พบเจอมาจนได้

  1. บอลลูนแกรนด์แคนยอน

ในปี 2013 ที่รัฐแอริโซนา กลุ่มเพื่อน 5 คน ได้ทำการปล่อยบอลลูนตรวจสภาพอากาศที่ได้มีการติดตั้งกล้องโกโปรและสมาร์ทโฟนเพื่อกับบันทึกภาพและวีดีโอ แต่แล้วพวกเขาก็ไม่สามารถติดตามบอลลูนได้ หลังจากตำแหน่งจีพีเอสของสมาร์ทโฟนไม่ทำงาน พวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่า บอลลูนตกลงไปที่ใด และเชื่อว่ามันคงจะหายไปตลอดกาล

แต่แล้วสองปีให้หลัง นั่นก็คือปี 2015 พวกเขาได้รับการติดต่อจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเธอพบอุปกรณ์ของพวกเขา ในพื้นที่ ที่ตั้งห่างจากจุดปล่อยบอลลูน ประมาณ 80.5 กม. และยังเป็นความโชคดีที่เมมโมรี่การ์ด ยังสามารถใช้งานได้ ซึ่งภายใน เผยถึงภาพวีดีโอที่สวยงามและน่าทึ่ง ของชั้นบรรยากาศเหนือแกรนด์แคนยอน ซึ่งข้อมูลที่ได้จากบอลลูนเผยว่า มันได้ลอยขึ้นไปที่ระดับความสูง 30 กม. จากพื้นโลก เป็นระยะเวลา 1 ชม 38 นาที

  1. ตกจากฟ้า

ในปี 2014 ขณะที่ชาวไร่อเมริกัน เมีย มันเซล กำลังให้อาหารหมู เธอได้พบกับกล้องโกโปรที่ตกอยู่ภายในเล้าหมู มันเซล ได้โพสภาพวีดีโอที่ได้จากกล้องบนโลกออนไลน์ เผยถึงภาพ ที่ถูกบันทึกในขณะอยู่บนเครื่องบินที่ใช้โดดร่ม ก่อนที่มันจะตกลงมาสู่เล้าหมู และมีหมูตัวหนึ่ง วิ่งเข้ามาสำรวจวัตถุนั้น

มันเซล กล่าวว่า กล้องนี้ตกอยู่ภายในฟาร์มของเธอมานานกว่า 8 เดือน ก่อนที่เธอจะพบ ในสภาพที่ยังมีเคสกันกระแทกครอบไว้อยู่ ซึ่งมันสามารถช่วยป้องกันกล้อง ที่ตกจากความสูงกว่า 3,000 เมตร และถูกหมูเหยียบย่ำไปมา เชื่อว่ามีกล้องหลายร้อยตัว ที่ถูกทำสูญหายในทุกปี โดยนักโดดร่มมือสมัครเล่น แต่มันเป็นเรื่องยาก ที่กล้องเหล่านั้นจะถูกพบอีกครั้ง และด้วยน้ำหนักของกล้อง ที่มีน้ำหนักประมาณ 147 กรัม ซึ่งตกลงมาจากความสูงหลายพันเมตร จึงทำให้สามารถเปรียบเป็นกระสุน ที่พุ่งลงมาสู่พื้นโลก ด้วยความเร็วถึง 150ไมล์/ชั่วโมง เลยทีเดียว

  1. โชคร้ายกลางทะเล

ในปี 2006 ขณะที่ ปีเตอร์ เทรย์เฮิร์น และ เจฟฟ์ โทซิโอ กำลังดำน้ำอยู่ใต้ทะเล ในบริเวณนอกชายฝั่งของออสเตรเลีย แต่เมื่อทั้งคู่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเรือของพวกเขากลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น เนื่องจากเชือกสมอเรือที่ถูกทอดไว้เกิดขาดจึงทำให้เรือลอยออกไป ไม่นานทั้งคู่ก็ต่างตระหนักได้ว่า พวกเขาอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไป 7.4 กิโลเมตร ชายทั้งสองต่างเหนื่อยจากการดำน้ำ ทั้งคู่จึงถอดอุปกรณ์ดำน้ำออกและพยายามว่ายน้ำกลับสู่ชายฝั่ง

ซึ่งเป็นการว่ายน้ำที่อันตรายมาก ก่อนที่เรือบรรทุกน้ำมันจะพบพวกเขา และแจ้งตำรวจให้พาพวกเขากลับไปยังเรือ แต่แล้วความโชคร้ายก็มาเยือนอีกครั้ง เมื่อเรือเกิดพลิกคว้ำ ขณะที่กำลังเดินทางกลับสู่ท่าเรือ จึงทำให้พวกเขาต้องกลับสู่ทะเลอีกครั้ง และตอนนั้นเองที่กล้องได้หายไป หลังจากนั้น 4 ปี ในปี 2010 กล้องของ เทรย์เฮิร์น ถูกพบอยู่ในบริเวณหาดวูลี่ ในสภาพที่ยังมีอุปกรณ์ดำน้ำครอบไว้อยู่ โดยมีภาพที่นักดำน้ำถูกช่วยเหลือไว้ครั้งที่สอง หลังจากที่ลอยคออยู่ในทะเลกว่าสี่ชั่วโมง นั่นก็คือภาพนี้ ที่พวกเขาถูกพบโดยเฮริคอบเตอร์ ก่อนจะถูกช่วยเหลือโดยยามชายฝั่ง

  1. ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์

ในปี 2017 ช่างภาพนามว่า คาตี ดิมอฟ ได้ซื้อกล้องอาร์กัสซีทู จากร้านขายของมือสอง ซึ่งภายใน มีม้วนฟิล์มโคดาโครมที่ชำรุดอยู่ ต่อมาเธอได้นำม้วนฟิล์มนั้นไปล้าง ทำให้พบกับภาพที่น่าทึ่ง นั่นก็คือภาพการระเบิดของภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ ซึ่งภาพดังกล่าว ถูกบันทักในวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหว จนทำให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในรัฐวอชิงตัน จากการระเบิดนั้น ภูเขาไฟได้ปล่อยเถ้าถ่านออกมากว่า 540 ล้านตัน และพุ่งขึ้นสูงกว่า 19 กม.

ซึ่งทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมอกควัน ครอบคลุมกินพื้นที่ถึง 7 รัฐ อีกทั้งภาพจากม้วนฟิล์ม ยังแสดงถึงกลุ่มควันที่ลอยอยู่บนอากาศที่เกิดขึ้นหลังจากการระเบิด เมื่อหนังสือพิมพ์โอเรกอนได้เผยแพร่ครอบครัวภาพนี้ มีชายคนหนึ่งที่ชื่อ เมล เพอร์วิส ได้ระบุว่าชายหนุ่มในภาพนี้ ก็คือเขาเอง โดยกล้องดังกล่าว ก็คือกล้องของคุณยายของเขา ซึ่งในปี 1981 เธอได้เสียชีวิตไปก่อนที่จะนำฟิล์มไปล้าง นั่นเอง

  1. ปริศนาในป่าลึก

ในเดือนเมษายน ปี 2014 ณ สถานที่นิยมสำหรับการเดินป่า ในป่าลึกของประเทศปานามา สองสาววัยรุ่นนามว่า คริส เครเมอรส์ และ ลีซานน์ ฟรูน ได้มาท่องเที่ยวยังสถานที่แห่งนี้ แต่กลับหายตัวไปอย่างปริศนา เมื่อทั้งคู่ไม่ได้กลับมา ทีมกู้ภัยจึงเริ่มออกตามหา

โดยมีการใช้ทั้งสุนัข และเฮริคอบเตอร์ แต่แล้วก็ได้พบกับกล้องถ่ายรูปที่ภายในมีรูปภาพมากมาย ซึ่งภาพเหล่านั้นเป็นเบาะแส ที่ทำให้รู้ว่าพวกเธอ ได้เดินทางเข้าไปในป่าลึก ซึ่งเวลาที่ภาพสุดท้ายได้ถูกบันทึก บ่งบอกว่าพวกเธอในใช้ชีวิตในป่า โดยไม่มีอาหารและน้ำดื่ม เป็นเวลากว่าสัปดาห์โดยรูปภาพเผยว่าทั้งคู่ หลงทางตั้งแต่วันแรกของการเดินป่าด้วยการใช้เส้นทาง ที่มีแต่ชนพื้นเมืองเท่านั้นที่ใช้

ซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างอันตราย ไม่ว่าจะเป็นโคลนที่มีความลึกถึงหัวเข่า และห้วยลึก ที่มีความลึกถึง 21 เมตร อีกทั้งยังมีการพบโทรศัพท์มือถือ ที่ภายในยังมีภาพถ่ายอีกมากมาย พร้อมกับบันทึกการโทรหาเบอร์ฉุกเฉินแต่ติดต่อไม่สำเร็จ โดยในปัจจุบันเส้นทางดังกล่าว ได้มีการตั้งป้ายเตือนไว้ว่า “เส้นสุดเส้นทาง ไม่มีทางกลับ” เพื่อเป็นการเตือนผู้คนไม่ให้เดินเข้าไปยังเส้นทางนั้น

สำหรับ ภาพถ่ายน่าเหลือเชื่อ นี้ ทาง Numdoo.com ของเราได้เอามาเขียนให้เป็น ความรู้ทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกเวลา สำหรับท่านไหนที่ชื่นชอบ และสนใจเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถ กด Back หรือ สัญลักษณ์ ด้านล่าง เพื่อไปอ่านเรื่องอื่นๆ ได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ !